การขึ้นทะเบียนมรดกโลก

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราบ

หลังจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการทำนุบำรุงมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน  กรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราชเล็งเห็นคุณค่าความสำคัญของแหล่งมรดกวัฒนธรรมแหล่งนี้  จึงได้เสนอชื่อต่อองค์การยูเนสโกเพื่อขอบรรจุไว้ในบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) เมื่อ พ.ศ. 2555  และยูเนสโกได้บรรจุในบัญชีเมื่อ   พ.ศ.2556  ด้วยหลักเกณฑ์ข้อ 2 ข้อ  4 และข้อ 6  แต่ละเกณฑ์มีรายละเอียดและเหตุผลดังนี้

 เกณฑ์ข้อ 2

 การแสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนด้านคุณค่าของมนุษย์ตามเวลา หรือในวัฒนธรรมด้านใดด้านหนึ่งของโลก ในการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม  หรือเทคโนโลยี  ศิลปสถาปัตยกรรมโบราณ การออกแบบผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์

 วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นปูชนียสถานที่เป็นหลักฐานการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางจิตใจของมนุษย์มานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14-16 และเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ 18 ในฐานะเป็นจิตวิญญาณของอาณาจักรตามพรลิงค์  ที่ตั้งของวัดเดิมเรียกกันว่า “หาดทรายแก้ว” เป็นศูนย์กลาง (Heartland) ในสมัยตามพรลิงค์เมื่อพุทธศตวรรษ 11-16 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับช่วงที่ศาสนาพราหมณ์เจริญสูงสุด  ในคาบสมุทรภาคใต้มีลักษณะเป็นสันทรายที่ทอดตัวจากทิศเหนือมาทิศใต้ เป็นที่ดอนซึ่งน้ำไม่ท่วม และเป็นแกนของภูมิทัศน์ชายฝั่งทะเล พื้นที่นี้จึงได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในท้องถิ่นกับความเชื่อในศาสนาดั้งเดิม  รวมกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์  ที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 18

จากข้อมูลด้านศิลปกรรมขององค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช  พบว่ามีความเกี่ยวพันกับศิลปะลังกาถึงขั้นที่เรียกว่า  “ถอดถ่าย” และพยายามสร้างให้เกิดลักษณะ “เป็นลังกา”  ให้มากที่สุด  บ่งถึงความเข้มข้นของกระแสพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา  ซึ่งเข้ามามีบทบาทในบ้านเมืองต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘  เป็นต้นมา  นครศรีธรรมราชซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรภาคใต้นับเป็นอาณาบริเวณแรก ๆ ของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับเอาวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาสายนี้เข้ามา  ดังนั้นจึงมีความใกล้เคียงทางด้านรูปแบบกับสถูปเจดีย์ในศิลปะลังกาครั้งพุทธศตวรรษที่  ๑๘  ทั้งนี้รวมไปถึงร่องรอยความเป็นพระมหาสถูปนอกเมือง  และเป็นศูนย์กลางพื้นที่กลุ่มพุทธสถานแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามระบบคิดในพระพุทธศาสนาของคณะมหาวิหารแห่งศรีลังกา

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นสัญลักษณ์สำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม  หรือพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์จากภูมิภาคเอเชียใต้  (โดยเฉพาะจากประเทศศรีลังกา) มาสู่ดินแดนศรีวิชัย  ตามพรลิงค์ และดินแดนคาบสมุทรมลายูซึ่งนับถือพระพุทธศาสนามหายานอยู่แต่เดิม  ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรับและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาสายนี้  คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชและพระเจ้าจันทรภาณุผู้ปกครองตามพรลิงค์ ทรงรับและอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทตามแบบลังกา  มาเป็นศาสนาประจำรัฐตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘  โดยใช้พระบรมธาตุเจดีย์เป็นหลักในการเสริมส่งและบ่มเพาะวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบดั้งเดิมให้ประดิษฐานอย่างมั่นคงบนคาบสมุทรไทย  ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบดั้งเดิมได้รับการขยายให้กว้างขวางในดินแดนอื่น  เช่น  ภาคเหนือตอนล่าง  และภาคใต้ตอนล่าง  จนเป็นผลให้ประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศได้หันมารับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้

เกณฑ์ข้อ 4

เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเภทอาคาร  กลุ่มสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยี ซึ่งแสดงถึงช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งหรือหลายช่วงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ         

 พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครศรีธรรมราช  ด้วยความศรัทธาจึงทำให้เกิดการถ่ายแบบหรือจำลองแบบไปสร้างยังที่ต่าง ๆ จำนวนมาก  ที่เห็นได้ชัดคือเจดีย์ในวัดวาอารามหลายแห่งในภาคใต้ที่มีประวัติการสร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  เจดีย์บางองค์ในกรุงศรีอยุธยาที่อาจเกี่ยวข้องกับพระบรมธาตุเจดีย์  ความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาในพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้จำลองพระบรมธาตุเจดีย์มาสร้างไว้ที่ด้านใต้ของพระปฐมเจดีย์  ซึ่งยังปรากฏสืบมาถึงปัจจุบัน  รวมทั้งมีภาพพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระปฐมเจดีย์ด้วย

การจำลองแบบพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชไปใช้  มิได้หมายความว่าต้องมีขนาดและรูปแบบที่เหมือนกับต้นแบบทุกประการ  แต่ได้แสดงลักษณะเด่นของพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อนำไปถ่ายทอด   แม้ว่าเจดีย์ที่จำลองหรือถ่ายแบบมาอาจมีรูปแบบที่แตกต่างบ้าง  แต่องค์ประกอบหลักที่ต้องมีเสมอ  คือฐานประทักษิณสูง  มีช้างล้อม  เป็นทรงกลมเน้นองค์ระฆังที่มีขนาดสูงใหญ่  การถ่ายแบบหรือจำลองแบบพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชไปสร้างยังที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากต้นแบบมากเพียงใด  ย่อมสะท้อนถึงทัศนะของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาต่อพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมากเพียงนั้น  วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจึงเป็นตัวอย่างเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นตามแบบพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบดั้งเดิมที่ยังคงเหลืออยู่ในคาบสมุทรมลายู  ซึ่งแสดงถึงทางวัฒนธรรมที่สำคัญของโลก

เกณฑ์ข้อ 6

มีความสัมพันธ์โดยตรงหรือเห็นได้ชัดเจนกับเหตุการณ์  หรือประเพณีที่ยังคงอยู่  หรือความคิดหรือความเชื่อต่องานศิลปกรรม  และวรรณกรรมที่มีความโดดเด่นเป็นสากล

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารยังเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของประชาชนในภาคใต้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ  จากจารึกและเครื่องพุทธบูชาที่มีจำนวนมากทำให้เห็นว่าวัดพระพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการศรัทธาและใส่ใจจากผู้คนทุกชนชั้นในสังคม  เห็นได้จากประเพณีที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณรายรอบพระบรมธาตุเจดีย์ เช่น  การแห่ผ้าขึ้นธาตุในเดือนสามและเดือนหก  การยกหมฺรับในเดือนสิบ  และการลากพระในเดือนสิบเอ็ด  ยิ่งกว่านั้นพระบรมธาตุเจดีย์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโคลงกลอนและศิลปะการแสดงในภูมิภาคนี้มายาวนาน ทำให้พิจารณาว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีชีวิตยาวนานที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พิธีกรรมในการสร้างบุญกุศลที่ถือว่าเป็นงานพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ”  หมายถึงการนำผ้าผืนยาวขึ้นไปพันห่มรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของทุกปี  อาทิ  วันมาฆบูชา  และวันวิสาขบูชา  พุทธศาสนิกชนทั้งในท้องถิ่น  จากภูมิภาคอื่นของประเทศไทย  และทั่วโลก  ได้เดินทางเข้ามาสักการะพระบรมธาตุเจดีย์โดยการจัดขบวนนำผ้าพระบฏแต่ละผืนมาต่อเรียงกันอย่างยาวเหยียด  เพื่อนำไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์  พุทธศาสนิกชนจำนวนนับแสนคนเข้าร่วมพิธีทุกปี  สะท้อนถึงความศรัทธาที่มีต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และพระธรรมคำสอนที่สืบทอดผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

การที่วัฒนธรรมการบูชาพระบรมธาตุเจดีย์  เป็นสื่อกลางรวมแรงศรัทธาของมหาชนจรรโลงพระพุทธศาสนาแทนวิธีการใช้อำนาจทางอาณาจักรของผู้ครองนคร  น่าจะเป็นคำตอบที่ดีแก่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีว่าเหตุใดภาคใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาที่รุ่งโรจน์มาหลายพุทธศตวรรษ  แต่ไม่มีศาสนาสถานที่มีขนาดโอฬาริก  อย่างเช่นที่บุโรพุทโธ  หรือนครวัด  ก็เพราะบรรดาเครื่องบูชาพระบรมธาตุที่เป็นสิ่งของสูงค่าและหลากหลายมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร  พฤติกรรมการปฏิบัติบูชาต่าง ๆ ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันล้วนเกิดแด่ศรัทธาอันบริสุทธิ์ใจตามพลังมโนคติของแต่ละคน  มิได้เกิดเพราะถูกบังคับกดขี่แต่อย่างใด  จริงอยู่แม้ว่าการสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ  มิได้จำเพาะแต่พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้เท่านั้น  แต่ก็ไม่มีแห่งใดจะฝังลึกอยู่ในศรัทธาปสาทะของชาวพุทธเหนียวแน่นและพิสดารเท่าที่นี่  การแสดงออกทางความคิดเช่นนี้  เป็นการหลอมรวมสัญลักษณ์อันเป็นธรรมชาติของคนในพื้นที่  แรงบันดาลใจทางศาสนา  และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้าผู้ครองนคร  ซึ่งก่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือมาตรฐานในการรักษาและขยายศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางไปทั่วทุกพื้นที่  ทั้งในศตวรรษนี้และศตวรรษต่อๆไป

ด้วยความศรัทธาของมหาชนที่มีต่อพระบรมธาตุเจดีย์อันเป็นประธานของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร  จึงทำให้เกิดการถ่ายแบบหรือจำลองไปสร้างยังที่อื่น ๆ จำนวนมาก  ที่เห็นได้ชัดคือเจดีย์ในวัดอารามหลายแห่งในภาคใต้ที่มีประวัติการสร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  สถาปัตยกรรมเจดีย์ในกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเกี่ยวข้องกับพระบรมธาตุเจดีย์โดยเฉพาะเจดีย์ที่มีช้างล้อม  ความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาต่อพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯให้จำลองพระบรมธาตุเจดีย์มาสร้างไว้ที่ด้านใต้ของพระปฐมเจดีย์  ซึ่งยังปรากฏสืบมาถึงปัจจุบัน  รวมทั้งการปรากฏภาพพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระปฐมเจดีย์ด้วย