คาบสมุทรไทย

“คาบสมุทรไทย” เป็นที่ตั้งของภาคใต้ของประเทศไทย เป็นดินแดนส่วนบนของ “คาบสมุทรมลายู” (Malay Peninsula) คาบสมุทรส่วนบนนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น คาบสมุทรสยาม (Peninsular Siam) คาบสมุทรไทย (Peninsular Thailand) และคาบสมุทรภาคใต้ประเทศไทย (Peninsular Southern Thailand) เป็นต้น

คาบสมุทรไทยมีลักษณะเป็นพื้นที่แคบยาวลงสู่ทะเล ตั้งแต่ทางทิศเหนือสุดจรดทางทิศใต้สุดมีระยะทาง 750 กิโลเมตร จุดเหนือสุดอยู่ที่อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร (ประมาณเส้นรุ้งที่ 11 อาศาเหนือ) และจุดใต้สุดอยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา (ประมาณเส้นรุ้งที่ 5 องศา 30 ลิปดาเหนือ) ส่วนกว้างที่สุดจากชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกถึงชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตก อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา มีระยะทาง 220 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดคือบริเวณ “คอคอดกระ” (Kra Isthmus) ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านฝั่งตะวันออกในอำเภอเมือง จังหวัดชุมพรด้านฝั่งตะวันออก ถึงบ้านปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ด้านฝั่งตะวันตกมีระยะทาง 64 กิโลเมตร1 มีพื้นที่รวมกันประมาณ 70,715.20 ตารางกิโลเมตร (44.2 ล้านไร่) คิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณร้อยละ 13.78 ของพื้นที่ทั้งประเทศ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่มากที่สุด (ประมาณ 8.1 ล้านไร่) และจังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่น้อยที่สุด (ประมาณ 0.3 ล้านไร่) อาณาเขตของคาบสมุทรไทยด้านที่ติดต่อกับชายฝั่งตะวันออก (หรือฝั่งอ่าวไทย) มีระยะทางยาวประมาณ 934 กิโลเมตร และด้านชายฝั่งตะวันตก (หรือฝั่งอันดามัน) มีระยะทางยาวประมาณ 709 กิโลเมตร รวมทั้งสองฝั่งมีระยะทางยาวประมาณ 1.643 กิโลเมตร

เทือกเขาบนคาบสมุทรไทยมีสามเทือก ประกอบด้วยเทือกเขาภูเก็ต เทือกเขานครศรีธรรมราช และเทือกเขาสันการาคีรี เทือกเขาภูเก็ต เริ่มต้นจากจังหวัดชุมพร ผ่านจังหวัดพังงาเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต เทือกเขานครศรีธรรมราช เริ่มต้นจากเกาะ พะงัน ผ่านเกาะสมุย ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ส่วนเทือกเขาสันการาคีรีเริ่มต้นจากจังหวัดสตูลลงไป และเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหพันธ์มาเลเซีย เทือกเขาทั้งสามมีเนื้อที่รวมกันถึง ร้อยละ 35 ของเนื้อที่คาบสมุทรภาคใต้

แม่น้ำบนคาบสมุทรมีหลายสาย แต่ส่วนใหญ่เป็นสายสั้นๆ เกิดจากเทือกเขาตอนกลางและตอนล่าง เช่น แม่น้ำชุมพร แม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี แม่น้ำหลวง แม่น้ำพุมดวง (แม่น้ำคีรีรัฐ) แม่น้ำปากพนัง แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำโก-ลก แม่น้ำเหล่านี้ส่วนใหญ่ไหลลงสู่อ่าวไทย ตามลักษณะการเอียงลาดของพื้นที่

โดยเหตุที่อยู่ในเขตมรสุมเมืองร้อน แต่ละปีจึงได้รับอิทธิพลลมสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีฝน แดด และอุณหภูมิค่อนข้างสม่ำเสมอ ความแตกต่างของอุณหภูมิแต่ละวันมีไม่มากนัก ภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบมรสุมเมืองร้อนดังกล่าว จึงทำให้ปริมาณฝนตกชุก ความชื้นสัมพัทธ์สูง ฤดูกาลมีเพียงสองฤดู คือฤดูร้อนและฤดูฝน แต่คาบสมุทรฝั่งตะวันออกกับคาบสมุทรฝั่งตะวันตกมีปริมาณฝนตกไม่เท่ากัน และช่วงระยะเวลาที่ตกก็แตกต่างกัน

 

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์
ประธานกรรมการฝ่ายวิชาการ ในคณะกรรมการมรดกโลกจังหวัดนครศรีธรรมราช
อ้างอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,
รายงานการศึกษาและจัดทำแนวทางการพัฒนาภาคใต้ เล่มที่ 1 : ภาพรวมภาคใต้ (สงขลา : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2540) หน้า 1.

อ้างอิงจาก จดหมายข่าววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารขึ้นบัญชีสู่มรดกโลก ฉบับที่ 61  ประจำวันที่  9   มีนาคม  พ.ศ. 2560