ปัจจัยการเติบโตของคาบสมุทรไทยในอดีต : ปัจจัยการค้า

การที่ชุมชนบนคาบสมุทรไทยเจริญเติบโตขึ้นเป็น“รัฐ”ได้ และมีวิถีวัฒนธรรมในลักษณะ“อารยธรรมอินเดีย” โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของรัฐต่อเนื่องมาหลายศตวรรษนั้น ก็เพราะมีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการคือ

โดยเหตุที่คาบสมุทรนี้ทอดตัวอยู่ในลักษณะคร่อมเส้นทางหรือช่องทางที่เรือเดินผ่านไปมาอย่างสม่ำเสมอในทะเลเปิดทั้งสองด้าน สามารถเชื่อมโยงจีนเข้ากับอินเดีย อาหรับ และตะวันออกกลาง (Middle East) ได้ คาบสมุทรนี้จึงเป็นเส้นทางการขนส่งข้ามคาบสมุทร หรือ “เส้นทางคาบสมุทร” (Trans-Peninsular Route) อันเป็นส้นทางลัดที่ช่วยย่นระยะทางในการเดินเรือลงได้ถึงประมาณ 1,600 กิโลเมตร จึงเป็นเส้นทางที่เรือนิยมแล่นผ่านหรือแวะมาก จนทำให้มีการตั้งหลักแหล่งเป็นสถานีการค้าและเป็นบ้านเป็นเมืองเพิ่มขึ้น บริเวณที่มีความเจริญถึงขั้นเป็นสังคมเมืองและเป็นรัฐส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออก ส่วนทางฝั่งตะวันตกมีชุมชนเบาบางกว่า ผู้คนสองฝั่งวัฒนธรรมแตกต่างกันสองพวก พวกแรก ได้แก่คนพื้นเมืองที่มีความเป็นอยู่ล้าหลัง มีอาชีพประมงหรือล่าสัตว์ และทำไร่เลื่อนลอย อยู่กันเป็นชุมชนเล็ก ไม่สามารถขยายตัวเป็นเมืองใหญ่ได้ ส่วนพวกที่สอง ได้แก่พ่อค้าชาวต่างชาติ หรือนักแสวงโชคที่เข้ามาตั้งแหล่งพักสินค้า หรือขุดแร่ธาตุเป็นสินค้าออก พวกหลังนี้อาจขยายตัวเป็นเมือง ซึ่งในเวลาต่อมาก็สามารถพัฒนาขึ้นเป็นรัฐได้ 1

การค้าทางทะเลในคาบสมุทรไทยช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 5 ถึงพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความเติบโตแก่คาบสมุทรนี้ อาจจำแนกลักษณะการค้าได้เป็น 4 ช่วง ช่วงที่หนึ่ง (พุทธศตวรรษที่ 5-10) เป็นการค้าวัตถุมีค่า เช่น ไข่มุก เครื่องแก้ว อัญมณี น้ำหอม และนอแรด โดยมีพ่อค้าชาวอินเดียเป็นคนกลาง มีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่เมืองดันซุน (Dan Sun) ช่วงที่สอง (พุทธศตวรรษที่ 10-12) เป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนศาสนวัตถุเนื่องในพุทธศาสนา โดยมีพ่อค้าชาวอินเดียเป็นคนกลางเช่นกัน มีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่เมืองฉีตู (Zhetu) ช่วงที่สาม (พุทธศตวรรษที่ 12-15) เป็นการค้ายาและเครื่องเทศ โดยมีพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อาหรับ และจีนเป็นคนกลาง มีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่เมืองซิลิโฟชิ หรือศรีวิชัย ช่วงที่สี่ (พุทธศตวรรษที่ 16-18) เป็นการค้าที่ขยายตัวมากขึ้น ทั้งสินค้าบริโภคและอุปโภค เช่น ข้าว เกลือ น้ำตาล เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเคลือบ ได้แก่ ขี้ผึ้ง ไม้จันทน์ การบูร งาช้าง และนอแรด โดยมีพ่อค้าจีนในสมัยราชวงศ์ซุ่งภาคใต้เป็นคนกลาง มีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่เมืองตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช เมืองสทิงพระและเมืองหลิ่งหยาซิว หรือลังกาสุกะ 2

ด้วยเหตุที่มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจการค้าทางทะเลที่ดี มีเมืองท่าที่เป็นเครือข่ายหลายแห่ง และมีพ่อค้าคนกลางที่มีประสบการณ์ ผนวกกับมีสินค้าจากทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอยู่มาก คาบสมุทรไทยจึงเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองในยุคการค้าทางทะเลเฟื่องฟู

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์
ประธานกรรมการฝ่ายวิชาการ ในคณะกรรมการมรดกโลกจังหวัดนครศรีธรรมราช
อ้างอิงจาก ศรีศักร วัลลิโภดม“ชุมชนโบราณในภาคใต้” ใน รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช 2521 หน้า 22.
และสรุปจาก พิริยะ ไกรฤกษ์ ศิลปะทักทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หน้า 12-17.

อ้างอิงจาก จดหมายข่าววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารขึ้นบัญชีสู่มรดกโลก ฉบับที่ 62 ประจำวันที่  13 มีนาคม  พ.ศ. 2560